Ulthera Prime

โปรแกรม Ulthera Prime

 

Ultherapy Prime คือเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ชนิด Microfocused Ultrasound (MFU) ที่ถูกพัฒนาต่อยอดจาก Ultherapy รุ่นก่อนหน้า โดยบริษัทผู้ผลิต Merz Aesthetics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและความแม่นยำในการยกกระชับผิว

เทคโนโลยีนี้ทำงานภายใต้แนวคิด See, Plan, Treat คือสามารถมองเห็นโครงสร้างผิวแบบ Real-time ระหว่างทำการรักษา ทำให้แพทย์สามารถวางแผนและส่งพลังงานไปยังชั้นผิวที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

Ultherapy Prime  ยังมีการพัฒนาระบบให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น ทำให้การรักษาใช้เวลาน้อยลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า อีกทั้งยังมีการปรับปรุงระบบภาพและหน้าจอให้มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 35% ช่วยให้แพทย์มองเห็นชั้นผิวได้ชัดเจนมากขึ้นขณะทำหัตถการ

ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง Ultherapy Prime จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ช่วยฟื้นฟูความกระชับของผิวและปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องผ่าตัด

 

 

หลักการทำงานของ Ultherapy Prime

 

Ultherapy Prime ใ ช้พลังงาน Microfocused Ultrasound ส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวในระดับลึก โดยเฉพาะชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า

เมื่อพลังงานถูกส่งลงสู่ชั้นผิว จะเกิดจุดพลังงานความร้อนขนาดเล็ก (Thermal Coagulation Points) ที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้าง คอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวค่อย ๆ ยกกระชับขึ้นตามธรรมชาติ

หลังทำ ผิวจะค่อย ๆ ฟื้นฟูและกระชับขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2–3 เดือน และผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานหลายเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

 

จุดเด่นของ Ultherapy Prime

 

 

  • ใช้เทคโนโลยี Ultrasound ที่สามารถลงลึกถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการผ่าตัดดึงหน้า
  • มีระบบแสดงภาพชั้นผิวแบบ Real-time ทำให้แพทย์สามารถยิงพลังงานได้แม่นยำและปลอดภัย
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวลึก ทำให้ผิวยกกระชับและแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งหรือดึงจนผิดรูปหน้า
  • ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล และไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังทำ
  • เห็นผลบางส่วนทันที และจะชัดเจนขึ้นในช่วง 2–3 เดือน
  • ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานหลายเดือนถึงประมาณ 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิว

 

 

 

 

Ultherapy Prime เหมาะกับใคร

 

  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย
  • ผู้ที่มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
  • ผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวบริเวณใบหน้าและลำคอ

 

 

 

Ultherapy Prime ไม่เหมาะกับใคร

 

แม้ Ultherapy Prime จะเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัย แต่ในบางกรณีอาจไม่เหมาะกับการรักษา เช่น

  • ผู้ที่มีแผลเปิดบริเวณผิวหนัง

  • ผู้ที่มีการอักเสบของผิวหนังในบริเวณที่จะทำการรักษา

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด

ดังนั้นก่อนทำการรักษาควร ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวและความเหมาะสมของการรักษา

 

 

 

การเตรียมตัวก่อนทำ Ultherapy Prime

 

  • ปรึกษาแพทย์ก่อนทำการรักษา

แพทย์จะประเมินสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

 

  • ทำความสะอาดผิวและเตรียมผิวก่อนทำ 

ก่อนเริ่มทำหัตถการ ผู้ช่วยแพทย์จะทำความสะอาดผิวและอาจทายาชาเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายระหว่างทำการรักษา

 

  • ทำการรักษาด้วย Ultherapy Prime 

แพทย์จะใช้หัว Applicator ของเครื่องส่งพลังงาน Microfocused Ultrasound ลงสู่ชั้นผิว โดยเฉพาะชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่

 

ในระหว่างทำการรักษาเครื่องจะสามารถแสดงภาพโครงสร้างผิวแบบ Real-time ทำให้แพทย์สามารถส่งพลังงานได้อย่างแม่นยำ ผู้เข้ารับบริการอาจรู้สึกตึงหรือเจ็บเล็กน้อยขณะทำ ซึ่งความรู้สึกจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

 

 

การดูแลตัวเองหลังทำ Ultherapy Prime

 

หลังทำ Ultherapy Prime สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยอาจมีอาการแดงหรือบวมเล็กน้อย ซึ่งมักจะหายได้เอง

คำแนะนำหลังทำ เช่น

 

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด

  • หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า หรือออนเซน

  • ทาครีมกันแดด SPF 50 ขึ้นไป

  • บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

  • งดผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวประมาณ 1 สัปดาห์

หากมีอาการบวม สามารถประคบเย็นได้ตามคำแนะนำของแพทย์

 

 

 

ผลลัพธ์หลังทำ Ultherapy Prime

 

หลังทำ Ultherapy Prime สามารถเห็นผลการยกกระชับได้บางส่วนทันทีประมาณ 20% และผลลัพธ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 เดือน

เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวหนัง โดยผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลหลังทำ



 

ข้อดีของ Ultherapy Prime

 

  • ยกกระชับผิวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว

  • แทบไม่ต้องพักฟื้น

  • เห็นผลบางส่วนทันทีหลังทำ

  • ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี

  • ไม่มีการฉีดสารเข้าสู่ร่างกาย

 

 

 

ข้อจำกัดของ Ultherapy Prime

 

  • อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก

  • อาจมีอาการบวม แดง หรือรู้สึกตึงผิวหลังทำ

  • ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์และการประเมินการรักษาที่เหมาะสม

 



ช่วงอายุที่เหมาะสมในการทำ Ultherapy Prime

 

อายุ 25 – 35 ปี
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการชะลอการเกิดความหย่อนคล้อยของผิว และกระตุ้นคอลลาเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ

 

อายุ 35 – 50 ปี
เป็นช่วงอายุที่นิยมทำมากที่สุด เนื่องจากเริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยที่เห็นได้ชัด

 

อายุ 50 ปีขึ้นไป
สามารถช่วยยกกระชับผิวและฟื้นฟูคุณภาพผิวได้ แต่ในบางกรณีอาจต้องใช้การรักษาร่วมกับหัตถการอื่น

 

 

 

Ultherapy Prime แตกต่างจาก Ultherapy SPT อย่างไร

 

Ultherapy Prime เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีจาก Ultherapy SPT โดยมีการปรับปรุงระบบการทำงานหลายด้าน เช่น

 

  • ระบบภาพ Real-time ที่คมชัดและรวดเร็วขึ้น

  • ความเร็วในการรักษาที่เพิ่มขึ้นประมาณ 20%

  • หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ขึ้นประมาณ 35%

การพัฒนาเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนและควบคุมการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น

 

 

 

Ultherapy Prime ต้องทำกี่ไลน์

 

จำนวนไลน์ของ Ultherapy Prime ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและบริเวณที่ต้องการยกกระชับ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินก่อนทำการรักษา

โดยทั่วไปจำนวนไลน์ที่ใช้มีดังนี้

 

  • 300 – 400 ไลน์ สำหรับยกกระชับบางบริเวณ เช่น ใต้คาง หรือกรอบหน้า

  • 500 – 700 ไลน์ สำหรับการยกกระชับทั่วใบหน้า

  • 700 – 900 ไลน์ขึ้นไป สำหรับการยกกระชับใบหน้าและลำคอ

การเลือกจำนวนไลน์ที่เหมาะสมจะช่วยให้การรักษาเห็นผลชัดเจนและปลอดภัยมากขึ้น

 

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

 

Ultherapy Prime เห็นผลเมื่อไร
สามารถเห็นผลการยกกระชับได้บางส่วนทันทีหลังทำ และจะเห็นผลชัดเจนขึ้นในช่วง 2–3 เดือน

 

Ultherapy Prime ต้องทำบ่อยไหม
โดยทั่วไปสามารถทำปีละประมาณ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

หลังทำ Ultherapy Prime แต่งหน้าได้ไหม
สามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

 

Ultherapy Prime ปลอดภัยไหม
เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการใช้ในทางการแพทย์มายาวนาน และควรทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์เพื่อความปลอดภัย







OUR PROGRAM

Ultra Linear

Ultra Linear


Ultra Linear by Ultracel Q+ คืออะไร Linear HIFU by Ultracel Q+ เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยคลื่นเสียงความเข้มข้นสูง (High-Intensity Focused Ultrasound: HIFU) ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังโดยไม่ต้องผ่าตัด หัตถการนี้ช่วยให้ผิวดูตึงกระชับ ลดเลือนริ้วรอย และช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์จะถูกส่งลงไปยังชั้นผิวในระดับความลึกที่กำหนด ทำให้เกิดพลังงานความร้อนใต้ผิวหนัง ซึ่งช่วยกระตุ้นการหดตัวของเนื้อเยื่อและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับขึ้น การทำงานของ Ultra Linear by Ultracel Q+ Linear HIFU by Ultracel Q+ ใช้หัวพลังงานที่ออกแบบให้ทำงานในระดับความลึกต่างกัน เพื่อแก้ปัญหาผิวในหลายชั้นของผิวหนัง โดยมีหัวพลังงานหลัก ได้แก่ หัว 2.0 mm ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นตื้น ทำให้ผิวดูแน่น กระชับ และช่วยลดริ้วรอยเล็ก ๆ หัว 4.5 mm ช่วยสลายไขมันส่วนเกินบริเวณใบหน้า เช่น เหนียงหรือแก้มยุ้ย และช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น หัว 6.0 mm ทำงานในชั้นผิวที่ลึกขึ้น ช่วยกระชับแก้มที่หย่อนคล้อย ลดเหนียง และช่วยให้กรอบหน้าดูชัดขึ้น Ultra Linear by Ultracel Q+ เหมาะกับใครบ้าง Linear HIFU Ultracel Q+ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวและปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยหรือมีไขมันสะสมบริเวณใบหน้า ซึ่งต้องการฟื้นฟูความกระชับของผิวให้ดูอ่อนเยาว์มากขึ้น โดยทั่วไป Ultra Linear by Ultracel Q+ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหา ดังนี้ ผู้ที่มี แก้มหย่อนคล้อย หรือกรอบหน้าไม่ชัด ผู้ที่มี เหนียงหรือคางสองชั้น ผู้ที่ต้องการ ปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น ผู้ที่ต้องการ ยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด ผู้ที่มี ริ้วรอยเล็ก ๆ หรือผิวเริ่มหย่อนคล้อย บริเวณที่สามารถทำ Ultra Linear By Ultracel Q+ ได้ ยกคิ้ว (Eyebrow Lift) ช่วยยกกระชับบริเวณคิ้ว ทำให้ดวงตาดูเปิดกว้างและใบหน้าดูสดใสมากขึ้น ริ้วรอยรอบดวงตา (Periorbital Wrinkle) ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา เช่น รอยตีนกา ทำให้ผิวรอบดวงตาดูเรียบเนียนขึ้น ลดริ้วรอยและร่องแก้ม (Wrinkle & Cheek) ช่วยกระชับผิวบริเวณแก้มและลดเลือนริ้วรอยหรือร่องแก้ม ทำให้ผิวดูเต่งตึงมากขึ้น ปรับรูปหน้าเรียว (V-Line Forming) ช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น โดยการกระชับผิวและลดไขมันส่วนเกินบางบริเวณ ลดเหนียงและคางสองชั้น (Double Chin) ช่วยลดไขมันสะสมบริเวณใต้คาง ทำให้ช่วงคางและลำคอดูกระชับมากขึ้น เก็บกรอบหน้า (Jawline) ช่วยให้แนวกรอบหน้าคมชัดขึ้น ทำให้รูปหน้าดูได้สัดส่วนและชัดเจนมากขึ้น Ultra Linear By Ultracel Q+ อยู่ได้นานแค่ไหน ผลลัพธ์ของการทำ Linear HIFU Ultracel Q+ มักเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวหลังทำ และจะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นภายในประมาณ 4–6 สัปดาห์ เนื่องจากร่างกายมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวหนัง โดยทั่วไปผลลัพธ์สามารถอยู่ได้ประมาณ 3–6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพผิว อายุ การดูแลผิวหลังทำ และการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล แพทย์อาจแนะนำให้ทำซ้ำตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อช่วยคงผลลัพธ์ของผิวที่ยกกระชับไว้ได้อย่างต่อเนื่อง Ultra Linear By Ultracel Q+ เจ็บไหม การทำ Linear HIFU Ultracel Q+ โดยทั่วไปจะรู้สึกเพียงอุ่น ๆ หรือรู้สึกตึงเล็กน้อยใต้ผิวขณะยิงพลังงาน เนื่องจากคลื่นอัลตราซาวด์กำลังถูกส่งลงไปยังชั้นผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและช่วยยกกระชับผิว ระดับความรู้สึกระหว่างทำอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ สภาพผิว และความไวของผิวในแต่ละคน อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีของ Ultracel Q+ ถูกออกแบบให้ปล่อยพลังงานได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ จึงช่วยลดความรู้สึกไม่สบายระหว่างการรักษาได้ และในหลายกรณีสามารถทำได้โดย ไม่จำเป็นต้องแปะยาชา หลังการทำบางรายอาจมีอาการแดงเล็กน้อยหรือรู้สึกตึงผิว ซึ่งมักจะหายได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทำ Ultra Linear By Ultracel Q+ กี่ช็อตหรือกี่ไลน์จึงเห็นผล จำนวนช็อตหรือจำนวนไลน์ที่ใช้ในการทำ Linear HIFU Ultracel Q+ จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อยของผิว รวมถึงบริเวณที่ต้องการรักษา แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและกำหนดจำนวนไลน์ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล โดยทั่วไปการทำ Linear HIFU บริเวณใบหน้า มักใช้ประมาณ 300–600 ไลน์ ต่อครั้ง เพื่อให้พลังงานครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการยกกระชับและปรับรูปหน้าได้อย่างเหมาะสม หลังการรักษา ผู้รับบริการบางรายอาจรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้นเล็กน้อยทันที และผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นภายในประมาณ 4–6 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวหนัง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ก่อนการรักษา เพื่อวางแผนจำนวนไลน์และบริเวณที่ทำให้สอดคล้องกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล ข้อควรรู้ก่อนทำ Ultra Linear By Ultracel Q+ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ก่อนทำ ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการอื่นก่อนการรักษา ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทั้งหมด ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หลังทำ

Ultraformer III

Ultraformer III


Ultraformer III คืออะไร Ultraformer III เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ใช้พลังงาน High Intensity Focused Ultrasound (HIFU) หรือคลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดริ้วรอย และช่วยให้ผิวดูตึงกระชับมากขึ้น โดยเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องพักฟื้น หลักการทำงานของ Ultraformer III คือการส่งพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ลงไปยังชั้นผิวในระดับความลึกที่กำหนด ทำให้เกิดจุดพลังงานความร้อนขนาดเล็กใต้ผิวหนัง ส่งผลให้เนื้อเยื่อเกิดการหดตัวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ จึงช่วยให้ผิวบริเวณนั้นดูยกกระชับและเรียบเนียนขึ้น Ultraformer III สามารถส่งพลังงานลงลึกได้ถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นโครงสร้างผิวที่ใช้ในการผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า พลังงานจะถูกส่งลงสู่ชั้นผิวอย่างแม่นยำและสม่ำเสมอ โดยไม่ทำลายผิวชั้นบน ทำให้เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน Ultraformer III มีหลักการทำงานอย่างไร Ultraformer III สามารถยิงพลังงานได้หลายระดับความลึก ตั้งแต่ผิวชั้นตื้นไปจนถึงชั้นลึก ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งผิวหย่อนคล้อยและคุณภาพผิว การทำงานแบบเป็นจุด (Micro-focused) ช่วยให้พลังงานถูกส่งไปยังตำแหน่งที่ต้องการอย่างแม่นยำ ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง นอกจากนี้ยังสามารถออกแบบการรักษาได้เฉพาะบุคคล เช่น เน้นยกกรอบหน้า ลดเหนียง หรือกระชับผิวบริเวณแก้ม และลำคอ Ultraformer III ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง Ultraformer III สามารถช่วยดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยในหลายบริเวณ โดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังและช่วยให้เนื้อเยื่อหดตัว ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับมากขึ้น ตัวอย่างปัญหาที่สามารถดูแลได้ เช่น ผิวหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แก้มหย่อน เหนียงใต้คาง ริ้วรอยเล็ก ๆ บนใบหน้า ผิวบริเวณลำคอหย่อนคล้อย นอกจากนี้ Ultraformer III ยังสามารถใช้ดูแลผิวในบริเวณอื่นของร่างกาย เช่น ต้นแขน หน้าท้อง หรือหัวเข่า เพื่อช่วยให้ผิวดูตึงกระชับมากขึ้น Ultraformer III มีทั้งหมดกี่หัว ? หัวยิง 1.5 มิลลิเมตร ใช้สำหรับผิวชั้นตื้น ช่วยลดริ้วรอยเล็ก ๆ และปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียน เหมาะสำหรับบริเวณรอบดวงตา หน้าผาก หรือผู้ที่เริ่มมีปัญหาริ้วรอยเล็กน้อย หัวยิง 2.0 มิลลิเมตร ทำงานในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและช่วยให้ผิวดูแน่นกระชับขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสภาพผิวและลดเลือนริ้วรอย หัวยิง 3.0 มิลลิเมตร ใช้กับผิวชั้นลึก ช่วยกระชับผิวและช่วยลดไขมันส่วนเกินบางบริเวณ เหมาะสำหรับการยกกระชับแก้ม กรอบหน้า และแนวกราม หัวยิง 4.5 มิลลิเมตร ทำงานในชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า พลังงานในระดับนี้ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยได้ชัดเจน เช่น บริเวณเหนียง ลำคอ และช่วยให้กรอบหน้าดูคมชัดขึ้น ทำ Ultraformer III ใช้กี่ช็อต หรือกี่ไลน์จึงเห็นผล? จำนวนช็อต (Shots) หรือไลน์ (Lines) ที่ใช้ในการทำ Ultraformer III เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพของการยกกระชับ โดยไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขตายตัวได้ เพราะขึ้นอยู่กับโครงสร้างผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล โดยทั่วไป การยกกระชับทั่วใบหน้า จะใช้ประมาณ 300–600 ไลน์ ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อยและบริเวณที่ต้องการเน้น เช่น กรอบหน้า แก้ม หรือเหนียง ในกรณีที่มีความหย่อนคล้อยมาก หรือเน้นผลลัพธ์ชัดเจน เช่น ยกกรอบหน้า ลดเหนียง อาจใช้จำนวนไลน์ที่มากขึ้น เพื่อให้พลังงานครอบคลุมชั้นผิวได้เพียงพอ Ultraformer III เจ็บไหม Ultraformer III ทำงานโดยการปล่อยพลังงานเป็นจุดเล็ก ๆ ลงสู่ผิว หากจำนวนช็อตน้อยเกินไป พลังงานอาจไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการ ทำให้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจน ในทางกลับกัน การใช้จำนวนช็อตที่เหมาะสม จะช่วยให้เกิดการกระตุ้นคอลลาเจนได้เต็มประสิทธิภาพ และทำให้ผิวเกิดการยกกระชับอย่างสม่ำเสมอ ขณะทำ Ultraformer III บางคนอาจรู้สึกอุ่นหรือรู้สึกตึงใต้ผิวเล็กน้อย เนื่องจากพลังงานกำลังถูกส่งลงไปยังชั้นผิวเพื่อกระตุ้นการหดตัวของเนื้อเยื่อ ความรู้สึกดังกล่าวมักเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างการยิงพลังงาน และโดยทั่วไปสามารถทนได้ระดับความรู้สึกระหว่างทำอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและความไวของผิวในแต่ละคน ทำ Ultraformer III กี่ครั้งจึงเห็นผล หลังการทำ Ultraformer III บางรายอาจรู้สึกว่าผิวกระชับขึ้นเล็กน้อยทันทีจากการหดตัวของเนื้อเยื่อ แต่ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมักจะค่อย ๆ เห็นได้ภายในประมาณ 1–3 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวหนัง โดยทั่วไปการรักษามักทำประมาณ ปีละ 1 ครั้ง หรือขึ้นอยู่กับสภาพผิวและระดับความหย่อนคล้อย ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล Ultraformer III อันตรายไหม Ultraformer III ถือเป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง เมื่อทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์และใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากพลังงานถูกส่งลงไปยังชั้นผิวอย่างแม่นยำ จึงไม่ทำให้เกิดบาดแผลบนผิวหนัง หลังการรักษาบางรายอาจมีอาการแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ทำ ซึ่งมักจะหายไปได้เองภายในระยะเวลาไม่นาน อย่างไรก็ตาม การเข้ารับการประเมินจากแพทย์ก่อนการรักษาจะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น Ultraformer III ข้อดี–ข้อจำกัด ที่ควรรู้ก่อนทำ ข้อดีของ Ultraformer III Ultraformer III เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล และโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องพักฟื้นหลังการทำ พลังงานจะถูกส่งลงไปยังชั้นผิวในระดับความลึกที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและทำให้ผิวดูยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถทำได้หลายบริเวณ เช่น ใบหน้า ลำคอ หรือบางส่วนของร่างกายที่มีปัญหาความหย่อนคล้อย ข้อจำกัดของ Ultraformer III Ultraformer III เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หากมีความหย่อนคล้อยของผิวมาก หรือมีไขมันสะสมจำนวนมากในบางบริเวณ อาจจำเป็นต้องพิจารณาวิธีการรักษาอื่นร่วมด้วย นอกจากนี้ ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างคอลลาเจนใหม่จึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

Red Touch Pro (Redwave)

Red Touch Pro (Redwave)


RedTouch Laser ทางเลือกใหม่ของการฟื้นฟูผิว ที่ไม่ต้องพักหน้า ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเลเซอร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดูแลผิว โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน แต่ไม่อยากเสียเวลาพักฟื้น RedTouch Pro เป็นหนึ่งในเลเซอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้ โดยเน้นการกระตุ้นคอลลาเจนในผิวโดยตรง ช่วยฟื้นฟูผิวจากภายใน โดยไม่ทำให้เกิดแผลบนผิวด้านนอก RedTouch Laser ทำงานอย่างไร RedTouch ใช้พลังงานแสงสีแดงความยาวคลื่น 675 นาโนเมตร ส่งลงไปยังผิวชั้นลึก เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนเดิมให้หดตัว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เมื่อคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ผิวจะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น แน่นขึ้น และเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น ลดความหมองคล้ำ รวมถึงทำให้รอยแดงและรอยดำดูจางลง จุดเด่นของเทคโนโลยี RedTouch Pro Laser RedTouch มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากเลเซอร์ทั่วไปในหลายด้าน ได้แก่ Direct Collagen Targetingเลเซอร์ความยาวคลื่น 675 nm ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองกับคอลลาเจนโดยตรง ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน Non-Ablative Technology ไม่ทำลายผิวชั้นบน ลดความเสี่ยงของการระคายเคืองหรือการเกิดแผล Contact Cooling System มีระบบทำความเย็นเพื่อปกป้องผิวชั้นบนและเพิ่มความสบายระหว่างการรักษา Micro-Spot Technology ปล่อยพลังงานเป็นจุดเล็ก ๆ ทำให้เกิดความร้อนเฉพาะจุดโดยไม่กระทบผิวโดยรอบ ประโยชน์ของ RedTouch Laser RedTouch ถือเป็นเลเซอร์ที่ดูแลผิวได้ค่อนข้างครอบคลุม ทั้งในเรื่องผิวเรียบและผิวใส โดยมีจุดเด่นหลัก ๆ ดังนี้ • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว• ทำให้ผิวเรียบเนียน รูขุมขนดูเล็กลง• ลดเลือนริ้วรอยและเพิ่มความกระชับ• ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอและกระจ่างใสขึ้น• ลดรอยสิว รอยแดง และรอยดำ• ไม่ทำให้เกิดแผลหรือสะเก็ดบนผิว• ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตต่อได้ทันที อีกหนึ่งข้อดีคือ โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องแปะยาชา เนื่องจากความรู้สึกขณะทำอยู่ในระดับที่สบาย ต้องทำบ่อยแค่ไหน RedTouch สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปแนะนำให้ทำ เดือนละ 1 ครั้ง ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดขึ้นเมื่อทำต่อเนื่อง โดยหลายคนจะเริ่มรู้สึกว่าผิวดูสดใสขึ้นตั้งแต่ช่วงแรก และจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้นในช่วง 3–4 ครั้ง เหมาะกับใคร RedTouch เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบไม่ต้องพักหน้า โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้ • ผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยหรือผิวไม่กระชับ• ผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบ• ผู้ที่มีหลุมสิวหรือรอยแผลเป็น• ผู้ที่มีรอยสิว รอยดำ รอยแดง• ผู้ที่มีปัญหาฝ้า กระ หรือผิวหมองคล้ำ• ผู้ที่ต้องการดูแลผิว แต่ไม่มีเวลาพักฟื้น ใครบ้างที่ควรระวัง แม้ RedTouch จะเป็นเลเซอร์ที่ค่อนข้างอ่อนโยน แต่ก็มีบางกลุ่มที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำ ได้แก่ ผู้ที่มีอาการ ไมเกรนที่ไวต่อแสง ผู้ที่มีประวัติ ลมชักจากแสง ในกรณีเหล่านี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมก่อนทำ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด การเตรียมตัวก่อนทำ RedTouch Pro Laser ปรึกษาแพทย์ก่อนการรักษา งดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวก่อนทำ หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ดูแลผิวให้แข็งแรงก่อนการรักษา การดูแลหลังทำ RedTouch Laser แม้หลังทำจะไม่ต้องพักฟื้น แต่การดูแลผิวอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นและอยู่ได้นานขึ้น หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และทาครีมกันแดดเป็นประจำ (SPF 30 ขึ้นไป) งดใช้สกินแคร์ที่มีฤทธิ์ระคายเคือง เช่น กรดผลัดผิว วิตามินเอ (Retinol) ในช่วง 2–3 วันแรก เน้นการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงการสครับผิวหรือทำทรีตเมนต์ที่รุนแรงในช่วงแรก ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้ดีขึ้น หากมีอาการผิดปกติ เช่น ระคายเคืองมากผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที The enchant ใช้ Red Touch Pro Laser รักษาร่วมกับหัตถการอะไรบ้าง RedTouch Pro Laser ทำร่วมกับ Onda Pro การทำ RedTouch Pro Laser ร่วมกับ Onda Pro เป็นการรักษาแบบผสมผสานที่ช่วยดูแลผิวได้ทั้งในเรื่องของคุณภาพผิวและความกระชับของใบหน้า โดยเทคโนโลยีทั้งสองชนิดจะทำงานในระดับชั้นผิวที่แตกต่างกันทำให้สามารถแก้ปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น RedTouch Pro Laser ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ฟื้นฟูโครงสร้างผิว ลดเลือนริ้วรอย และช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพผิวที่หย่อนคล้อยให้ดูตึงกระชับและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในขณะที่ Onda Pro เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นไมโครเวฟชนิด Coolwaves ช่วยลดไขมันใต้ผิว เช่น บริเวณแก้ม เหนียง หรือกรอบหน้า พร้อมช่วยให้ผิวเกิดการกระชับมากขึ้น เมื่อทำร่วมกันจึงช่วยให้ใบหน้าดู เรียวขึ้น ผิวดูแน่นขึ้น และโครงหน้าชัดขึ้น โดยเป็นการดูแลผิวที่ครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูผิวและการปรับรูปหน้าในขั้นตอนเดียว RedTouch Pro Laser ทำร่วมกับ CoolPeel CO₂ Laser การทำ RedTouch Pro Laser ร่วมกับ CoolPeel CO₂ Laser เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูเรียบเนียน กระจ่างใส และมีคุณภาพผิวที่ดีขึ้น โดยเทคโนโลยีทั้งสองชนิดจะช่วยดูแลผิวในคนละระดับชั้นของผิว RedTouch Pro Laser ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ฟื้นฟูโครงสร้างผิว ทำให้ผิวดูแน่นขึ้น และช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ ในขณะที่ CoolPeel CO₂ Laser จะช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นบน ลดปัญหารูขุมขนกว้าง และช่วยปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนมากขึ้น เมื่อทำร่วมกันจึงช่วยให้ผิวดู กระจ่างใสขึ้น เรียบเนียนขึ้น และมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นโดยรวม อีกทั้งยังช่วยเสริมประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิวให้เห็นผลได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สรุป RedTouch 675 nm เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ฟื้นฟูผิวที่ทำงานกับ คอลลาเจนใต้ผิวโดยตรง ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์ขึ้นโดยไม่ทำลายผิวชั้นบน ด้วยคุณสมบัติที่ เจ็บน้อย ปลอดภัย และไม่ต้องพักฟื้น RedTouch จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้าให้ดูสดใสและสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ