Juvelook (จูวีลุค)

Juvelook คืออะไร

 

Juvelook  เป็นโปรแกรมที่เน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยใช้อนุภาค PDLLA ขนาดเล็กผสมกับ HA เพื่อช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว HA จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นทันที ขณะที่ PDLLA จะกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวดูแน่นขึ้นในระยะยาว

 

ผลลัพธ์ที่มักพบ เช่น

  • ผิวดูฉ่ำและเรียบเนียนขึ้น
  • รูขุมขนดูกระชับขึ้น
  • ริ้วรอยเล็ก ๆ ลดลง
  • หลุมสิวตื้นขึ้น

โดย Juvelook มักใช้กับบริเวณที่ต้องการปรับคุณภาพผิว เช่น ใบหน้า ใต้ตา หรือบริเวณที่มีหลุมสิว4

 

 Juvelook Volume คืออะไร

 

juvelook Volume (หรือในบางประเทศเรียกว่า Lenisna) เป็นเวอร์ชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อเน้นการ เติมวอลลุ่มและยกกระชับโครงหน้า

  สารภายในยังคงประกอบด้วย PDLLA และ HA เช่นเดียวกัน แต่มีอนุภาคที่ใหญ่กว่าและมีความเข้มข้นสูงกว่า จึงสามารถกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวลึกและเพิ่มโครงสร้างผิวได้มากกว่า

ผลลัพธ์ที่มักพบ ได้แก่

 

  • ผิวอิ่มฟูขึ้น
  • ช่วยยกกระชับใบหน้า
  • ร่องลึกดูตื้นขึ้น
  • โครงหน้าดูชัดขึ้น

จึงมักใช้ในบริเวณที่ต้องการเพิ่มวอลลุ่ม เช่น

 

  • แก้มตอบ
  • ร่องแก้ม
  • กรอบหน้า
  • คาง

 

 Juvelook หรือ Juvelook Volume เหมาะกับใคร

 การเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล เช่น

 

เหมาะกับ Juvelook

 

  • ผิวโทรม
  • รูขุมขนกว้าง
  • หลุมสิว 
  • ริ้วรอยเล็ก

 

เหมาะกับ Juvelook Volume

 

  • ใบหน้าตอบ
  • ผิวหย่อนคล้อย
  • ต้องการเพิ่มวอลลุ่มใบหน้า
  • ร่องลึกบริเวณแก้ม

การประเมินโดยแพทย์จะช่วยให้สามารถเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนได้มากที่สุด

 

Juvelook สามารถฉีดบริเวณไหนได้บ้าง

 

Juvelook สามารถใช้ฟื้นฟูผิวได้หลายบริเวณ เช่น

 

  • ใบหน้า
  • ใต้ตา
  • แก้ม
  • บริเวณที่มีหลุมสิว

 

ฉีด Juvelook ช่วยเรื่องอะไร ฉีดจุดไหนได้บ้าง

 

✔️ ฉีดทั่วหน้า กระตุ้นคอลลาเจนช่วยให้ผิวอิ่มฟู ผิวเด้งฉ่ำเงา

✔️ ฉีดเน้นหน้าแก้ม กระตุ้นคอลลาเจน รูขุมขนแน่นกระชับ

✔️ ฉีดหน้าผาก ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ใสเด้ง

✔️ ฉีดใต้ตา ช่วยให้ใต้ตาดูสว่างขึ้น ริ้วรอยจางลง ถุงใต้ตาดูตื้นขึ้น

✔️ ฉีดหลุมสิว กระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูหลุมสิว

✔️ ฉีดตีนกา ร่องน้ำตา ให้ผิวเรียบ สม่ำเสมอ

✔️ ฉีดเฉพาะจุด เพื่อลดเลือนรอยแผลเป็น ลดผิวแตกลาย

 

Juvelook กี่วันเห็นผล  

 

การฉีดจูวีลุค จะทยอยเห็นผลลัพธ์ แบ่งเป็น 3 ช่วง 

  • หลังทำทันที สำหรับปัญหาใต้ตาลึก มีถุงใต้ตา ผิวไม่มีวอลลุ่ม หลังฉีด Juvelook จะช่วยเติมเต็มผิว เพิ่มวอลลุ่มผิวได้ทันทีหลังฉีด
  • หลังฉีด 2-4 สัปดาห์ อนุภาค HA จะสลาย PDLLA จะเริ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมความยืดหยุ่นให้ผิว ผิวอิ่มฟู เรียบเนียนสม่ำเสมอ เบลอริ้วรอย 
  • หลังฉีด 6 เดือน คอลลาเจนในผิวเพิ่มมากขึ้น หลุมสิวดูตื้นขึ้น รูขุมขนกระชับ ผิวใสฉ่ำเด้ง รอยแตกลายและรอยแผลเป็นดูจางลง 

 

 

Juvelook อยู่ได้นานไหม 

 

  ฉีด Juvelook ผิวจะอิ่มฟู ดูเต็มขึ้นนาน 12 เดือน หากต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น ผลลัพธ์ชัดเจน ผิวเด้งฉ่ำเงาขั้นสุด ออร่าแนะนำฉีดกระตุ้นต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 18 เดือน

 

 

ใต้ตาคล้ำ ฉีด Juvelook หรือฟิลเลอร์ใต้ตา?

 

  ทั้ง Juvelook และ ฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถใช้ฉีดบริเวณใต้ตาได้ การเลือกหัตถการควรขึ้นอยู่กับ สาเหตุของปัญหาใต้ตา ผลลัพธ์ที่ต้องการ และการประเมินของแพทย์

หากมีปัญหา ตาลึกโบ๋ ร่องน้ำตา รอยย่น หรือถุงใต้ตา การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยเติมเต็มวอลลุ่มบริเวณใต้ตา ทำให้ร่องลึกดูตื้นขึ้น และช่วยให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้น

ในบางกรณี ใต้ตาคล้ำอาจเกิดจาก ผิวใต้ตาบางหรือเบ้าตาลึก ทำให้เกิดเงาตกกระทบและมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวชัดขึ้น การแก้ไขปัญหานี้ควรเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวและเพิ่มความหนาของผิวบริเวณใต้ตา ซึ่ง Juvelook เป็นหัตถการที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวใต้ตาแข็งแรงและหนาขึ้น ลดการมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิว และช่วยให้ใต้ตาดูสว่างขึ้น

ดังนั้น หากมีปัญหา ใต้ตาคล้ำ ริ้วรอย ตีนกา ถุงใต้ตาชัด หรือตาลึกโบ๋ สามารถฉีด Juvelook ร่วมกับฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น โดยฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มร่องลึก ส่วน Juvelook ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว ทั้งนี้ปริมาณหรือจำนวนครั้งของการรักษาควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์

 

 

สรุป

 

 Juvelook เป็นหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูผิวจากภายใน โดยเน้นการกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส และแข็งแรงขึ้นในระยะยาว

 

ส่วน Juvelook Volume เหมาะสำหรับการเติมวอลลุ่มและยกกระชับโครงหน้า การเลือกใช้ควรขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและโครงสร้างใบหน้า
โดยควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด


OUR PROGRAM

Ejal 40

Ejal 40


Ejal 40 คืออะไร Ejal 40 เป็นนวัตกรรมฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Skin Booster และ Bio-Remodulation จากประเทศอิตาลี ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปรับโครงสร้างผิวและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ จุดเด่นของ Ejal 40 คือการใช้ High & Super High Molecular Weight Hybrid Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็น HA แบบไม่ผ่านการเชื่อมโมเลกุล (Non-crosslinked HA) ที่มีความบริสุทธิ์สูงและเข้ากับผิวได้ดี เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และชุ่มชื้นมากขึ้นในระยะยาว EJAL40 เหมาะกับใคร? EJAL40 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน โดยเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวดังต่อไปนี้ ผู้ที่มี ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น หรือแต่งหน้าไม่ติดผิว ผู้ที่มี ผิวหมองคล้ำ ดูไม่สดใส ผู้ที่มี ริ้วรอยเล็ก ๆ จากการขาดความชุ่มชื้นของผิว ผู้ที่ต้องการ ฟื้นฟูสภาพผิวอย่างเร่งด่วนก่อนออกงานหรือโอกาสสำคัญ ผู้ที่ ไม่ต้องการปรับรูปหน้าด้วยการฉีดฟิลเลอร์ แต่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว การฉีด EJAL40 สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลายด้าน ดังนี้ ฟื้นฟูคุณภาพผิวและลดความหมองคล้ำ ช่วยปรับสภาพผิวที่หมองคล้ำหรือดูอ่อนล้า ให้ผิวดูสว่าง กระจ่างใส และมีสีผิวที่สม่ำเสมอมากขึ้น ทำให้ผิวโดยรวมดูสุขภาพดีขึ้น ช่วยยกกระชับผิวและปรับรูปหน้า ช่วยให้ผิวดูแน่นกระชับขึ้น และช่วยเสริมความคมชัดของกรอบหน้าและแนวกราม ลดปัญหากรอบหน้าที่ไม่ชัดหรือผิวหย่อนคล้อย เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึก Hyaluronic Acid ใน EJAL40 จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวในระดับลึก ทำให้ผิวดูอิ่มฟู เนียนนุ่ม และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน EJAL40 ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ในชั้นผิวหนังแท้ ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญในการสร้าง คอลลาเจนและอิลาสติน ส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรง แน่นกระชับ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยลดเลือนริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของผิว ช่วยให้ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลง ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น และช่วยชะลอการเสื่อมของผิว เหมาะทั้งสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอย และผู้ที่ต้องการดูแลผิวเพื่อป้องกันปัญหาผิวในอนาคตโดยกลไกสำคัญของ EJAL40 คือการกระตุ้นการทำงานของ Fibroblast ทำให้ผิวสามารถสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้มากขึ้น ส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ต้องฉีด Ejal 40 กี่ครั้ง Ejal40 ควรฉีด 2 – 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1 เดือน เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูผิวให้เห็นผลชัด หลังจากนั้นสามารถเว้นช่วงเป็น 3 – 6 เดือนต่อ 1 ครั้ง เพื่อคงความชุ่มชื้น ความแข็งแรง และความอ่อนเยาว์ของผิวให้อยู่ได้นานขึ้น Ejal 40 ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง Ejal40 ออกแบบมาเพื่อฉีดใบหน้าโดยเฉพาะ และจะฉีดเพียงแค่ 5 จุดเท่านั้นที่บริเวณ โหนกแก้ม หน้าหู มุมขากรรไกร ร่องแก้ม และคาง Ejal 40 อยู่ได้นานไหม ผลลัพธ์หลังฉีดจะอยู่ได้ประมาณ 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนและการดูแลหลังทำ หากทำต่อเนื่องตามโปรแกรมที่แพทย์แนะนำ ผลลัพธ์ก็จะชัดเจนและคงอยู่ได้นานขึ้น วิธีการดูแลตัวเองหลังฉีด Ejal40 เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ควรปฏิบัติดังนี้ หลีกเลี่ยงการจับ นวด หรือกดบริเวณที่ฉีด 24 ชั่วโมง งดแต่งหน้าในวันแรกหลังฉีด หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า เลเซอร์ หรือแดดจัด 3–5 วัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ HA ทำงานได้ดี ทาครีมบำรุงและครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ สรุป Ejal 40 เป็น Skin Booster ที่เน้นการฟื้นฟูผิวจากภายใน ด้วย Hyaluronic Acid แบบ Hybrid ที่ช่วยทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นคอลลาเจน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผิวที่ดูอิ่มฟู เรียบเนียน และสุขภาพดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่เน้นการเติมวอลลุ่มหรือเปลี่ยนรูปหน้า

Botulinum toxin

Botulinum toxin


Botulinum toxin คืออะไร? Botulinum toxin เป็นชื่อทางการค้าที่ใช้เรียกสาร Botulinum toxin type A ซึ่งเป็นโปรตีนที่ผลิตจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum สารชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์เพื่อช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อบางส่วนชั่วคราว ในด้านเวชศาสตร์ความงาม การฉีด Botox ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อใบหน้า รวมถึงใช้เพื่อปรับรูปหน้าให้ดูสมดุลมากขึ้น โดยวิธีการรักษานี้เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและใช้เวลาทำไม่นาน ปัจจุบัน Botox ได้รับการรับรองให้ใช้ในทางการแพทย์จากหลายหน่วยงานด้านสุขภาพ เช่น องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) สำหรับการรักษาภาวะทางการแพทย์บางอย่าง รวมถึงการลดริ้วรอยบนใบหน้า โบทูลินั่ม ท็อกซิน ทํางานอย่างไร ? โบท็อกซ์ หรือ โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) เป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยจะไปรบกวนระบบประสาทให้ไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ จึงทำให้กล้ามเนื้อขาดการรับรู้การสั่งงานจากเซลล์ประสาท ส่งผลให้ไม่สามารถหดตัวได้ตามปกติ จากหลักการทำงานดังกล่าวจึงมีการนำโบท็อกซ์มาใช้ในการลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้าบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว หางตา ย่นจมูก รวมถึงนำมาลดขนาดกล้ามเนื้อใช้ในการปรับรูปหน้าเรียวเล็ก และนำมาใช้ฉีดลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฝ่ามือฝ่าเท้า อีกทั้งยังสามารถใช้ลิฟหน้าเพื่อให้ใบหน้าดูยกกระชับได้เช่นกัน บริเวณหน้าผาก เป็นจุดที่นิยมใช้เพื่อลดริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า ทำให้หน้าผากดูเรียบเนียนและผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น บริเวณหว่างคิ้ว ช่วยลดรอยขมวดคิ้วที่ทำให้ใบหน้าดูเครียดหรือดุ บริเวณหางตา หรือริ้วรอยตีนกา ช่วยให้ดวงตาดูสดใสและอ่อนโยนขึ้น บริเวณกราม เป็นจุดที่ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น โดยลดขนาดกล้ามเนื้อกราม บริเวณลิฟต์กรอบหน้า (Jawline Lift) ช่วยให้กรอบหน้าดูคมชัดและกระชับขึ้น บริเวณคอ ช่วยลดริ้วรอยบริเวณลำคอ และทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น บริเวณรักแร้ ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า ใช้เพื่อลดเหงื่อในผู้ที่มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ โบทูลินั่ม ท็อกซิน ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ปัจจุบันโบท็อกซ์ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อการลดริ้วรอยเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาใช้ดูแลปัญหาต่าง ๆ ทั้งด้านความงามและการรักษาทางการแพทย์ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล ตัวอย่างการใช้โบท็อกซ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่ โบท็อกซ์กราม การฉีดโบท็อกซ์บริเวณกล้ามเนื้อกรามช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและมีขนาดเล็กลง ส่งผลให้รูปหน้าดูเรียวขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหากล้ามเนื้อกรามใหญ่ อย่างไรก็ตาม อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีลักษณะแก้มตอบหรือมีความหย่อนคล้อยของใบหน้าค่อนข้างมาก โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า การฉีดโบท็อกซ์เพื่อยกกระชับกรอบหน้าช่วยให้ผิวบริเวณแนวกระดูกกรามดูตึงกระชับมากขึ้น ทำให้กรอบหน้าคมชัดและใบหน้าดูได้รูป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้น และยังไม่มีปัญหาความหย่อนคล้อยมากนัก โบท็อกซ์รักแร้ (ลดเหงื่อ) โบท็อกซ์สามารถช่วยลดการทำงานของต่อมเหงื่อได้ โดยเฉพาะบริเวณรักแร้ เมื่อเหงื่อออกลดลง ปัญหากลิ่นตัวก็จะลดลงตามไปด้วย จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้ในผู้ที่มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ โบท็อกซ์ปีกจมูก การฉีดโบท็อกซ์บริเวณปีกจมูกสามารถช่วยลดการขยายตัวของกล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าว ทำให้ปีกจมูกดูแคบลง และช่วยให้รูปทรงจมูกดูสมดุลมากขึ้น โบท็อกซ์ลดริ้วรอย โบท็อกซ์สามารถช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น ริ้วรอยหน้าผาก ริ้วรอยระหว่างคิ้ว ริ้วรอยหางตา หรือรอยย่นบริเวณจมูก เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว ผิวบริเวณดังกล่าวจะดูเรียบเนียนขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์มากขึ้น และยังช่วยลดโอกาสการเกิดริ้วรอยถาวรในระยะยาวได้ โบท็อกซ์ลดน่อง การฉีดโบท็อกซ์บริเวณกล้ามเนื้อน่องช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและมีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ช่วงขาดูเรียวขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีน่องใหญ่จากกล้ามเนื้อ โบท็อกซ์รักษาไมเกรน โบท็อกซ์ยังถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์เพื่อช่วยบรรเทาอาการไมเกรน โดยการยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อบางบริเวณ ส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะลดลงในผู้ป่วยบางราย โบท็อกซ์รักษา Office Syndrome การฉีดโบท็อกซ์บริเวณกล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ สามารถช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงหรือหดเกร็งจากการใช้งานซ้ำ ๆ คลายตัวลง จึงช่วยบรรเทาอาการปวดจากภาวะ Office Syndrome ได้ ในบางรายอาจทำให้ช่วงคอดูเรียวยาวขึ้นด้วย โบท็อกซ์รูขุมขน (Skin Botox) โบท็อกซ์ในรูปแบบ Skin Botox สามารถช่วยกระชับรูขุมขนที่กว้าง และช่วยลดความมันบนใบหน้า ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและสดใสขึ้น ฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน แต่ละตำแหน่งใช้ปริมาณเท่าไหร่ ? การฉีดโบท็อกซ์ในแต่ละตำแหน่งจะใช้โบท็อกซ์ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับรูปหน้า ปัญหาที่ต้องการแก้ไข และการประเมินของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก โดยจำนวนยูนิตที่ใช้ในแต่ละจุดจะสามารถบอกได้ในปริมาณที่คร่าวๆ ดังนี้ โบท็อกซ์อันตรายไหม ? โบท็อกซ์ (Botox) เป็นชื่อทางการค้าที่ใช้เรียกสาร Botulinum toxin type A ซึ่งเป็นโปรตีนที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum สารชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์มาเป็นเวลานาน ทั้งในด้านการรักษาโรคบางชนิดและการดูแลด้านเวชศาสตร์ความงาม ปัจจุบันโบท็อกซ์ได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขในหลายประเทศ รวมถึงการใช้เพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้า โดยทั่วไปแล้วการฉีดโบท็อกซ์ถือว่าเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง หากดำเนินการโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และอยู่ภายใต้การประเมินทางการแพทย์อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์อื่นๆ การฉีดโบท็อกซ์อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ในบางราย โดยอาการที่พบได้บ่อยมักเป็นอาการเล็กน้อยและเกิดขึ้นชั่วคราว เช่น อาการบวม แดง หรือเจ็บบริเวณที่ฉีด รวมถึงรอยช้ำจากเข็ม ซึ่งโดยทั่วไปจะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายในไม่กี่วัน ในบางกรณี หากมีการฉีดในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม หรือใช้ปริมาณที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดภาวะ เช่น หนังตาตก คิ้วตก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงบริเวณใกล้เคียงได้ ซึ่งภาวะเหล่านี้มักเป็นเพียงชั่วคราว และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อฤทธิ์ของโบท็อกซ์ลดลงตามระยะเวลา เพื่อให้การฉีดโบท็อกซ์มีความปลอดภัยมากที่สุด ผู้รับบริการควรเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และแจ้งข้อมูลสุขภาพ เช่น โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา หรือยาที่กำลังรับประทานให้แพทย์ทราบก่อนการรักษา โดยสรุปแล้ว โบท็อกซ์ไม่ได้เป็นหัตถการที่อันตราย หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การประเมินสภาพใบหน้าและการวางแผนการรักษาอย่างถูกต้องจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ ผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกซ์ รู้สึกตึงบริเวณที่ฉีด รอยแดงหรือรอยช้ำบริเวณที่ฉีด อาการปวดศีรษะเล็กน้อย ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้แต่พบไม่บ่อย อาการบวมแดงหรือติดเชื้อบริเวณที่ฉีด อาจเกิดขึ้นได้หากมีการปนเปื้อนเชื้อโรค หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการฉีดไม่ได้มาตรฐาน หนังตาตก มุมปากตก หรือยิ้มเบี้ยว อาจเกิดจากการฉีดโบท็อกซ์ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม หรือการกระจายของตัวยาไปยังกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ต้องการ ใบหน้าแข็งหรือดูไม่เป็นธรรมชาติ อาจเกิดจากการใช้ปริมาณโบท็อกซ์มากเกินไป ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบางส่วนลดลงมากกว่าที่ต้องการ ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยุบตัวลง ในบางรายอาจเกิดจากการที่กล้ามเนื้อบริเวณนั้นฝ่อลงชั่วคราว ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ค่อนข้างน้อย และมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อฤทธิ์ของโบท็อกซ์ลดลง ใครที่ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบบริเวณที่จะฉีด ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้สาร Botulinum toxin ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดหรือกำลังใช้ยาบางประเภท

Radiesse

Radiesse


โปรแกรม Radiesse คืออะไร? Radiesse เป็นหัตถการในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมช่วยเติมเต็มวอลลุ่มให้กับผิวในเวลาเดียวกัน จึงช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ และเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ Radiesse มีสารสำคัญคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายแร่ธาตุที่พบได้ในร่างกาย เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวแข็งแรง Radiesse ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง Radiesse สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวและโครงสร้างใบหน้าได้หลายอย่าง เช่น ผิวหย่อนคล้อย ร่องลึกบนใบหน้า กรอบหน้าไม่ชัด ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวบางหรือสูญเสียวอลลุ่ม นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและกระชับขึ้น การทำงานของ Radiesse Biostimulator Radiesse Biostimulator ทำงานโดยการกระตุ้นเซลล์ Fibroblasts (ไฟโบรบลาสต์) ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนให้กับผิว เมื่อ Fibroblasts ถูกกระตุ้น จึงช่วยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใต้ผิวเพิ่มขึ้น Radiesse มีสารสำคัญคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยสร้างโครงสร้างรองรับใต้ผิว เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว CaHA จะช่วยกระตุ้นการสร้าง เส้นใยโครงสร้างแบบสามมิติ (3D Matrix) รอบบริเวณที่ฉีด ส่งผลให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ชั้นผิว เมื่อคอลลาเจนและอิลาสตินถูกสร้างขึ้น ผิวจะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น แน่นขึ้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น จึงช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและเรียบเนียนขึ้นหลังการรักษา จากการศึกษาพบว่า Radiesse สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวได้มากขึ้นถึงประมาณ 250% ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นและการคืนตัวที่ดีขึ้น Radiesse กับการเติมเต็มโครงสร้างผิว นอกจากช่วยกระตุ้นคอลลาเจนแล้ว Radiesse ยังสามารถช่วยเติมเต็มวอลลุ่มของผิวได้ในบางบริเวณ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะสูญเสียไขมันบนใบหน้า Radiesse จึงถูกนำมาใช้ในผู้ที่มีปัญหา เช่น ใบหน้าตอบจากการสูญเสียไขมัน โครงหน้าดูยุบตัว ภาวะ HIV Lipoatrophy ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการสูญเสียไขมันบนใบหน้า ลักษณะเด่นของ Radiesse Biostimulator Radiesse Biostimulator เป็นหัตถการในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่มีจุดเด่นในการช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน โดยมีคุณสมบัติเด่นดังนี้ Strong Structural Skin Radiesse ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวในระดับโครงสร้าง โดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวมีความแข็งแรง แน่น และยืดหยุ่นมากขึ้น Profound Rejuvenation Radiesse ช่วยฟื้นฟูผิวในระดับลึกอย่างเป็นธรรมชาติ ส่งผลให้คุณภาพผิวโดยรวมดูดีขึ้น ผิวดูเรียบเนียนและสุขภาพดีมากขึ้น Cell Regenerative Stimulation Radiesse ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เพื่อทดแทนเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ พร้อมเพิ่มความหนาแน่นของผิวในบริเวณที่เริ่มหย่อนคล้อย ทำให้ผิวดูแน่นและกระชับขึ้น ผลลัพธ์ของ Radiesse หลังการฉีด Radiesse ผิวจะได้รับการฟื้นฟูทั้งในด้าน การเติมเต็มวอลลุ่ม การกระตุ้นคอลลาเจน การเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างผิว ทำให้ผิวดู อิ่มฟู แน่นกระชับ และมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ Radiesse เหมาะกับใคร เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เหมาะกับผู้ที่มีผิวเหี่ยว มีริ้วรอย ร่องลึกที่ต้องการเติมเต็ม เหมาะกับผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับที่ต้องการฟื้นฟู เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ในการรักษาที่รวดเร็ว เหมาะกับผู้ที่มีคอและหลังมือเหี่ยว ที่ต้องการแก้ปัญหา เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยที่ต้องการแก้ปัญหาในระยะยาว ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผล โดยทั่วไป Radiesse สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้หลังการรักษา และผิวจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้น ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ทำซ้ำเพื่อเสริมผลลัพธ์ตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล ผลลัพธ์ของ Radiesse อยู่ได้นานแค่ไหน ผลลัพธ์ของ Radiesse สามารถอยู่ได้นานประมาณ 12 – 18 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สภาพผิวของแต่ละบุคคล อายุ การดูแลผิวหลังการรักษา ผลข้างเคียงของการฉีด Radiesse Biostimulator หลังการฉีด Radiesse Biostimulator อาจเกิดอาการข้างเคียงเล็กน้อยได้ ซึ่งถือเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปและมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เช่น อาจเกิด รอยแดง รอยจ้ำ หรือรอยเขียวช้ำ บริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการปกติหลังการฉีดและสามารถหายได้เอง อาจมี อาการคันเล็กน้อย บริเวณที่ทำการฉีด โดยอาการดังกล่าวมักหายได้เอง อาจรู้สึก เจ็บหรือปวดเล็กน้อยบริเวณรอยเข็ม หากบริเวณดังกล่าวสัมผัสสิ่งสกปรกอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้