Radiesse

โปรแกรม Radiesse คืออะไร?

 

Radiesse เป็นหัตถการในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมช่วยเติมเต็มวอลลุ่มให้กับผิวในเวลาเดียวกัน จึงช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ และเรียบเนียนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
 
Radiesse มีสารสำคัญคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายแร่ธาตุที่พบได้ในร่างกาย เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวจะช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวแข็งแรง

 

Radiesse ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง

 

Radiesse สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวและโครงสร้างใบหน้าได้หลายอย่าง เช่น
 
  • ผิวหย่อนคล้อย

  • ร่องลึกบนใบหน้า

  • กรอบหน้าไม่ชัด

  • ผิวขาดความยืดหยุ่น

  • ผิวบางหรือสูญเสียวอลลุ่ม

นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและกระชับขึ้น 
 
 

การทำงานของ Radiesse Biostimulator

 

Radiesse Biostimulator ทำงานโดยการกระตุ้นเซลล์ Fibroblasts (ไฟโบรบลาสต์) ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนให้กับผิว เมื่อ Fibroblasts ถูกกระตุ้น จึงช่วยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใต้ผิวเพิ่มขึ้น
 
Radiesse มีสารสำคัญคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยสร้างโครงสร้างรองรับใต้ผิว เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว CaHA จะช่วยกระตุ้นการสร้าง เส้นใยโครงสร้างแบบสามมิติ (3D Matrix) รอบบริเวณที่ฉีด ส่งผลให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ชั้นผิว
เมื่อคอลลาเจนและอิลาสตินถูกสร้างขึ้น ผิวจะค่อย ๆ
 
  • แข็งแรงขึ้น

  • แน่นขึ้น

  • มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

 จึงช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและเรียบเนียนขึ้นหลังการรักษา
จากการศึกษาพบว่า Radiesse สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวได้มากขึ้นถึงประมาณ 250% ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นและการคืนตัวที่ดีขึ้น
 
 

Radiesse กับการเติมเต็มโครงสร้างผิว

 
นอกจากช่วยกระตุ้นคอลลาเจนแล้ว Radiesse ยังสามารถช่วยเติมเต็มวอลลุ่มของผิวได้ในบางบริเวณ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะสูญเสียไขมันบนใบหน้า
Radiesse จึงถูกนำมาใช้ในผู้ที่มีปัญหา เช่น

 

  • ใบหน้าตอบจากการสูญเสียไขมัน
  • โครงหน้าดูยุบตัว
  • ภาวะ HIV Lipoatrophy ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดการสูญเสียไขมันบนใบหน้า

 

 

ลักษณะเด่นของ Radiesse Biostimulator 

 

Radiesse Biostimulator เป็นหัตถการในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่มีจุดเด่นในการช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน โดยมีคุณสมบัติเด่นดังนี้

 

  • Strong Structural Skin  Radiesse ช่วยเสริมความแข็งแรงของผิวในระดับโครงสร้าง โดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวมีความแข็งแรง แน่น และยืดหยุ่นมากขึ้น
  • Profound Rejuvenation Radiesse ช่วยฟื้นฟูผิวในระดับลึกอย่างเป็นธรรมชาติ ส่งผลให้คุณภาพผิวโดยรวมดูดีขึ้น ผิวดูเรียบเนียนและสุขภาพดีมากขึ้น
  • Cell Regenerative Stimulation Radiesse ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เพื่อทดแทนเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ พร้อมเพิ่มความหนาแน่นของผิวในบริเวณที่เริ่มหย่อนคล้อย ทำให้ผิวดูแน่นและกระชับขึ้น

 

 

ผลลัพธ์ของ Radiesse

 

หลังการฉีด Radiesse ผิวจะได้รับการฟื้นฟูทั้งในด้าน

 

  • การเติมเต็มวอลลุ่ม

  • การกระตุ้นคอลลาเจน

  • การเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างผิว

ทำให้ผิวดู อิ่มฟู แน่นกระชับ และมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

 

 

Radiesse เหมาะกับใคร

 

  • เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป 
  • เหมาะกับผู้ที่มีผิวเหี่ยว มีริ้วรอย ร่องลึกที่ต้องการเติมเต็ม 
  • เหมาะกับผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่กระชับที่ต้องการฟื้นฟู 
  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ในการรักษาที่รวดเร็ว 
  • เหมาะกับผู้ที่มีคอและหลังมือเหี่ยว ที่ต้องการแก้ปัญหา 
  • เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยที่ต้องการแก้ปัญหาในระยะยาว 

 

 

ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผล

 

  โดยทั่วไป Radiesse สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้หลังการรักษา และผิวจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้น
ในบางกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ทำซ้ำเพื่อเสริมผลลัพธ์ตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล

 

 

ผลลัพธ์ของ Radiesse อยู่ได้นานแค่ไหน

 
ผลลัพธ์ของ Radiesse สามารถอยู่ได้นานประมาณ 12 – 18 เดือน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ
 
  • สภาพผิวของแต่ละบุคคล

  • อายุ

  • การดูแลผิวหลังการรักษา

 

 

ผลข้างเคียงของการฉีด Radiesse Biostimulator

 
หลังการฉีด Radiesse Biostimulator อาจเกิดอาการข้างเคียงเล็กน้อยได้ ซึ่งถือเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปและมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เช่น
 
  • อาจเกิด รอยแดง รอยจ้ำ หรือรอยเขียวช้ำ บริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการปกติหลังการฉีดและสามารถหายได้เอง
  • อาจมี อาการคันเล็กน้อย บริเวณที่ทำการฉีด โดยอาการดังกล่าวมักหายได้เอง
  • อาจรู้สึก เจ็บหรือปวดเล็กน้อยบริเวณรอยเข็ม หากบริเวณดังกล่าวสัมผัสสิ่งสกปรกอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

OUR PROGRAM

Filler ฟิลเลอร์

Filler ฟิลเลอร์


ฟิลเลอร์คืออะไร? เมื่ออายุเพิ่มขึ้น หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่ารูปหน้าเปลี่ยนไป เช่น ร่องแก้มลึกขึ้น ใต้ตาดูโทรม หรือกรอบหน้าไม่ชัดเหมือนเดิม สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่ คอลลาเจน ไขมันใต้ผิว และโครงสร้างผิวบางส่วนลดลงตามวัย หนึ่งในวิธีที่นิยมในการดูแลและปรับสมดุลของใบหน้า คือการฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) หรือสารเติมเต็ม ซึ่งเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและช่วยเติมเต็มบริเวณที่ขาดวอลลุ่มบนใบหน้า โดยฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นสารกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย ช่วยเติมเต็มผิวและเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและอิ่มฟูมากขึ้น ชนิดเนื้อของฟิลเลอร์ (Filler) มีหลากหลายลักษณะ ดังนี้ ฟิลเลอร์แต่ละชนิดจะมี ลักษณะเนื้อเจล ความยืดหยุ่น และความหนืดแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับตำแหน่งของใบหน้าที่ต้องการรักษา โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น ฟิลเลอร์เนื้อละเอียด มีลักษณะเป็นเจลบางเบา เหมาะกับบริเวณผิวบาง เช่น ใต้ตา ร่องน้ำตา ริมฝีปาก เนื้อฟิลเลอร์ประเภทนี้ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติ ฟิลเลอร์เนื้อปานกลาง เหมาะสำหรับเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม มุมปาก ฟิลเลอร์เนื้อแน่น เหมาะสำหรับการปรับรูปหน้า เช่น คาง กรอบหน้า ขมับ การเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่เหมาะสมควรประเมินโดยแพทย์ เพื่อให้ผลลัพธ์ดูสมดุลละมุนเป็นธรรมชาติ ฟิลเลอร์ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง การฉีดฟิลเลอร์สามารถช่วยแก้ไขปัญหาใบหน้าได้หลายอย่าง เช่น ใต้ตาลึก ใต้ตาคล้ำ ร่องแก้มลึก ขมับตอบ คางสั้นหรือคางไม่สมดุล กรอบหน้าไม่ชัด ริมฝีปากบาง ตัวอย่างเช่น ฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถช่วยลดปัญหาร่องใต้ตา ตาโหล และความหมองคล้ำบริเวณรอบดวงตา ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น นอกจากนี้ฟิลเลอร์ยังสามารถช่วย เพิ่มมิติให้กับใบหน้า ทำให้ดูอ่อนเยาว์และสมดุลมากขึ้น ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน ระยะเวลาที่ฟิลเลอร์สามารถคงอยู่ได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของฟิลเลอร์ ตำแหน่งที่ฉีด การเผาผลาญของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปฟิลเลอร์สามารถอยู่ได้ประมาณ 6 – 18 เดือน ก่อนที่จะค่อย ๆ สลายไปตามธรรมชาติของร่างกาย ฟิลเลอร์ปลอมคืออะไร และดูอย่างไร ฟิลเลอร์ปลอม หรือสารเติมเต็มที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น การอักเสบ การติดเชื้อ การเกิดก้อนใต้ผิว เพื่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบว่า ผลิตภัณฑ์มีเลขทะเบียน อย. มีสติกเกอร์ยืนยันผลิตภัณฑ์ เปิดกล่องใหม่ต่อหน้าคนไข้และควรฉีดกับแพทย์ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน การดูแลตัวเองหลังการฉีดฟิลเลอร์ หลีกเลี่ยงการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีด งดออกกำลังกายหนักภายใน 24 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นานและลดความเสี่ยงของอาการบวม ใครที่ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์ ผู้ที่อาจไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือผิวหนังอักเสบบริเวณที่ต้องการฉีด ผู้ที่มีประวัติแพ้สารในฟิลเลอร์ ก่อนการรักษาควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัย สรุป Program Filler เป็นหัตถการที่ช่วยเติมเต็มและปรับสมดุลของใบหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาร่องลึกหรือปรับรูปหน้าให้ดูละมุนขึ้น อย่างไรก็ตาม การเลือกชนิดฟิลเลอร์ เทคนิคการฉีด และการวางแผนการรักษา ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัย คำแนะนำจาก Enchant การปรับรูปหน้าที่ดี ไม่ใช่เพียงการเติมเต็มจุดใดจุดหนึ่ง แต่คือการออกแบบให้เหมาะกับ สัดส่วนใบหน้าของแต่ละบุคคล (Personalized Facial Design)

HarmonyCA

HarmonyCA


HarmonyCA คืออะไร HarmonyCA เป็นสารเติมเต็มในกลุ่ม Hybrid Filler ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผลลัพธ์มากกว่าการเติมเต็มทั่วไป โดยผสานการทำงานของ Hyaluronic Acid (HA) และ Calcium Hydroxyapatite (CaHA) เข้าด้วยกัน Hyaluronic Acid ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและเติมเต็มผิว ทำให้ผิวดูอิ่มฟูทันทีหลังการรักษา ในขณะที่ Calcium Hydroxyapatite จะเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ส่งผลให้ผิวมีความแน่นและแข็งแรงขึ้นในระยะยาว ด้วยกลไกนี้ HarmonyCA จึงให้ผลลัพธ์แบบ Dual Effect คือเห็นผลทันทีและดีขึ้นต่อเนื่องจากการฟื้นฟูโครงสร้างผิวภายใน จุดเด่นของ HarmonyCA ที่แตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ (Filler) ที่ใช้กันในปัจจุบันมักมีสารหลักคือ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยเติมเต็มริ้วรอยและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ส่งผลให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้นในระยะสั้น แต่สำหรับ HarmonyCa มีการผสานสารสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ Hyaluronic Acid (HA) และ Calcium Hydroxyapatite (CaHA) เข้าด้วยกัน ทำให้การทำงานแตกต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไป Hyaluronic Acid (HA) ช่วยเติมเต็มผิวและเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูอิ่มฟูทันทีหลังการรักษา Calcium Hydroxyapatite (CaHA) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ใต้ผิวในระยะยาว ด้วยคุณสมบัติของ CaHA จึงช่วยให้ HarmonyCa ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เติมเต็มผิวชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังช่วย ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวมีความแน่น กระชับ และแข็งแรงมากขึ้นในระยะยาว HarmonyCa ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง HarmonyCa สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลายด้าน เช่น ผิวหย่อนคล้อย ร่องลึกบนใบหน้า โครงหน้าไม่ชัด ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวสูญเสียวอลลุ่ม จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ยกกระชับผิวและฟื้นฟูคุณภาพผิวในครั้งเดียว การเตรียมตัวก่อนฉีด HarmonyCa เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ งดยาและอาหารเสริมบางชนิด เช่น Aspirin, NSAIDs, Vitamin E, Fish Oil, Garlic, Ginseng, St. John’s Wort, Ginkgo Biloba และ Primrose Oil อย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก่อนทำหัตถการ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดรอยฟกช้ำ หลีกเลี่ยงการใช้ ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว รวมถึงการถอนหรือโกนขนบริเวณที่จะทำการรักษา อย่างน้อย 1 สัปดาห์ งดการทำ เลเซอร์หรือการนวดหน้า อย่างน้อย 3 วัน ก่อนทำหัตถการ งดดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ก่อนการรักษา หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้การไหลเวียนเลือดเพิ่มขึ้น เช่น การออกกำลังกายหนักหรือการใช้ซาวน่า อย่างน้อย 24 ชั่วโมง แจ้งแพทย์หากมี โรคประจำตัว หรือยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินความเหมาะสมในการรักษา ระยะเวลาในการทำหัตถการและความรู้สึกระหว่างการฉีด การฉีด HarmonyCa ใช้เวลาประมาณ 20–30 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำการรักษา ระหว่างการฉีด ผู้รับบริการอาจรู้สึก เจ็บเล็กน้อยคล้ายการถูกเข็มขนาดเล็กสัมผัสผิว หรือรู้สึกตึงบริเวณที่ฉีด ซึ่งโดยทั่วไปสามารถทนได้ และหลังทำหัตถการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ข้อควรพิจารณาในการเลือกคลินิกและแพทย์ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษา ควรเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน โดยพิจารณาจาก คลินิกที่ได้รับ ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลอย่างถูกต้อง แพทย์ผู้ทำหัตถการมี ความรู้และประสบการณ์ด้านการฉีดสารเติมเต็ม ใช้ผลิตภัณฑ์ HarmonyCa ของแท้ สามารถตรวจสอบได้ มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ราคาสมเหตุสมผล ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานจนผิดปกติ การดูแลตัวเองหลังฉีด HarmonyCa หลังการฉีด HarmonyCa ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ หลีกเลี่ยงการ กด นวด หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด ประมาณ 1–2 สัปดาห์แรก งดกิจกรรมที่กระตุ้นการไหลเวียนเลือด เช่น การออกกำลังกายหนัก ซาวน่า และการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24–48 ชั่วโมง สามารถ ประคบเย็น บริเวณที่ฉีดเพื่อลดอาการบวม ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดี หากพบอาการผิดปกติ เช่น อาการบวมแดงรุนแรง หรือมีก้อนผิดปกติบริเวณที่ฉีด ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม สรุป HarmonyCA เป็นนวัตกรรม Hybrid Filler ที่ช่วยทั้งเติมเต็มและฟื้นฟูผิวในเวลาเดียวกัน โดยให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและต่อเนื่องในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้สมดุล พร้อมฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายใน โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด คำแนะนำจาก Enchant การปรับรูปหน้าที่ดี ไม่ใช่เพียงการเติมเต็มจุดใดจุดหนึ่ง แต่คือการออกแบบให้สอดคล้องกับโครงสร้างใบหน้าในแต่ละบุคคล เพื่อให้ผลลัพธ์ดูละมุน เป็นธรรมชาติ และเหมาะสมที่สุด

Juvelook (จูวีลุค)

Juvelook (จูวีลุค)


Juvelook คืออะไร Juvelook เป็นโปรแกรมที่เน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยใช้อนุภาค PDLLA ขนาดเล็กผสมกับ HA เพื่อช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว HA จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นทันที ขณะที่ PDLLA จะกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวดูแน่นขึ้นในระยะยาว ผลลัพธ์ที่มักพบ เช่น ผิวดูฉ่ำและเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนดูกระชับขึ้น ริ้วรอยเล็ก ๆ ลดลง หลุมสิวตื้นขึ้น โดย Juvelook มักใช้กับบริเวณที่ต้องการปรับคุณภาพผิว เช่น ใบหน้า ใต้ตา หรือบริเวณที่มีหลุมสิว Juvelook Volume คืออะไร juvelook Volume (หรือในบางประเทศเรียกว่า Lenisna) เป็นเวอร์ชันที่พัฒนาขึ้นเพื่อเน้นการ เติมวอลลุ่มและยกกระชับโครงหน้า สารภายในยังคงประกอบด้วย PDLLA และ HA เช่นเดียวกัน แต่มีอนุภาคที่ใหญ่กว่าและมีความเข้มข้นสูงกว่า จึงสามารถกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวลึกและเพิ่มโครงสร้างผิวได้มากกว่า ผลลัพธ์ที่มักพบ ได้แก่ ผิวอิ่มฟูขึ้น ช่วยยกกระชับใบหน้า ร่องลึกดูตื้นขึ้น โครงหน้าดูชัดขึ้น จึงมักใช้ในบริเวณที่ต้องการเพิ่มวอลลุ่ม เช่น แก้มตอบ ร่องแก้ม กรอบหน้า คาง Juvelook หรือ Juvelook Volume เหมาะกับใคร การเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล เช่น เหมาะกับ Juvelook ผิวโทรม รูขุมขนกว้าง หลุมสิว ริ้วรอยเล็ก เหมาะกับ Juvelook Volume ใบหน้าตอบ ผิวหย่อนคล้อย ต้องการเพิ่มวอลลุ่มใบหน้า ร่องลึกบริเวณแก้ม การประเมินโดยแพทย์จะช่วยให้สามารถเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนได้มากที่สุด Juvelook สามารถฉีดบริเวณไหนได้บ้าง Juvelook สามารถใช้ฟื้นฟูผิวได้หลายบริเวณ เช่น ใบหน้า ใต้ตา แก้ม บริเวณที่มีหลุมสิว ฉีด Juvelook ช่วยเรื่องอะไร ฉีดจุดไหนได้บ้าง ✔️ ฉีดทั่วหน้า กระตุ้นคอลลาเจนช่วยให้ผิวอิ่มฟู ผิวเด้งฉ่ำเงา ✔️ ฉีดเน้นหน้าแก้ม กระตุ้นคอลลาเจน รูขุมขนแน่นกระชับ ✔️ ฉีดหน้าผาก ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ใสเด้ง ✔️ ฉีดใต้ตา ช่วยให้ใต้ตาดูสว่างขึ้น ริ้วรอยจางลง ถุงใต้ตาดูตื้นขึ้น ✔️ ฉีดหลุมสิว กระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูหลุมสิว ✔️ ฉีดตีนกา ร่องน้ำตา ให้ผิวเรียบ สม่ำเสมอ ✔️ ฉีดเฉพาะจุด เพื่อลดเลือนรอยแผลเป็น ลดผิวแตกลาย Juvelook กี่วันเห็นผล การฉีดจูวีลุค จะทยอยเห็นผลลัพธ์ แบ่งเป็น 3 ช่วง หลังทำทันที สำหรับปัญหาใต้ตาลึก มีถุงใต้ตา ผิวไม่มีวอลลุ่ม หลังฉีด Juvelook จะช่วยเติมเต็มผิว เพิ่มวอลลุ่มผิวได้ทันทีหลังฉีด หลังฉีด 2-4 สัปดาห์ อนุภาค HA จะสลาย PDLLA จะเริ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมความยืดหยุ่นให้ผิว ผิวอิ่มฟู เรียบเนียนสม่ำเสมอ เบลอริ้วรอย หลังฉีด 6 เดือน คอลลาเจนในผิวเพิ่มมากขึ้น หลุมสิวดูตื้นขึ้น รูขุมขนกระชับ ผิวใสฉ่ำเด้ง รอยแตกลายและรอยแผลเป็นดูจางลง Juvelook อยู่ได้นานไหม ฉีด Juvelook ผิวจะอิ่มฟู ดูเต็มขึ้นนาน 12 เดือน หากต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น ผลลัพธ์ชัดเจน ผิวเด้งฉ่ำเงาขั้นสุด ออร่าแนะนำฉีดกระตุ้นต่อเนื่อง 2-3 ครั้ง ผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 18 เดือน ใต้ตาคล้ำ ฉีด Juvelook หรือฟิลเลอร์ใต้ตา? ทั้ง Juvelook และ ฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถใช้ฉีดบริเวณใต้ตาได้ การเลือกหัตถการควรขึ้นอยู่กับ สาเหตุของปัญหาใต้ตา ผลลัพธ์ที่ต้องการ และการประเมินของแพทย์ หากมีปัญหา ตาลึกโบ๋ ร่องน้ำตา รอยย่น หรือถุงใต้ตา การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยเติมเต็มวอลลุ่มบริเวณใต้ตา ทำให้ร่องลึกดูตื้นขึ้น และช่วยให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้น ในบางกรณี ใต้ตาคล้ำอาจเกิดจาก ผิวใต้ตาบางหรือเบ้าตาลึก ทำให้เกิดเงาตกกระทบและมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิวชัดขึ้น การแก้ไขปัญหานี้ควรเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวและเพิ่มความหนาของผิวบริเวณใต้ตา ซึ่ง Juvelook เป็นหัตถการที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวใต้ตาแข็งแรงและหนาขึ้น ลดการมองเห็นเส้นเลือดใต้ผิว และช่วยให้ใต้ตาดูสว่างขึ้น ดังนั้น หากมีปัญหา ใต้ตาคล้ำ ริ้วรอย ตีนกา ถุงใต้ตาชัด หรือตาลึกโบ๋ สามารถฉีด Juvelook ร่วมกับฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อให้ผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น โดยฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มร่องลึก ส่วน Juvelook ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว ทั้งนี้ปริมาณหรือจำนวนครั้งของการรักษาควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ สรุป Juvelook เป็นหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูผิวจากภายใน โดยเน้นการกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียน กระจ่างใส และแข็งแรงขึ้นในระยะยาว ส่วน Juvelook Volume เหมาะสำหรับการเติมวอลลุ่มและยกกระชับโครงหน้า การเลือกใช้ควรขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและโครงสร้างใบหน้าโดยควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด