Sculptra

Sculptra คืออะไร? ตัวช่วยกระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายใน

 

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างผิวของเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการลดลงของ คอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น แน่นกระชับ และดูอ่อนเยาว์

เมื่อคอลลาเจนลดลง ผิวจึงเริ่มมีสัญญาณของความร่วงโรย เช่น

 

  • ผิวหย่อนคล้อย
  • ใบหน้าดูตอบ
  • ริ้วรอยและร่องลึก

Sculptra จึงเป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยมในการฟื้นฟูผิวจากภายใน โดยจัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator หรือสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ และมีคุณภาพผิวที่ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ 

 

 

Sculptra ทำงานอย่างไร

 

   Sculptra มีส่วนประกอบหลักคือ Poly-L-Lactic Acid (PLLA) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่มีความปลอดภัยและสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติของร่างกาย

เมื่อฉีดสารนี้เข้าสู่ผิว อนุภาคของ PLLA จะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา เพื่อทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปตามวัย

 

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ

 

✔️ ผิวดูแน่นขึ้น
✔️ โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น
✔️ ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

 สาร PLLA จะค่อย ๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติ และถูกขับออกจากร่างกายในรูปของ น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และกรดแลคติก จึงไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย 

 

 

กระบวนการทำงานของ Sculptra หลังลงสู่ผิว

 

  หลังจากฉีด Sculptra Collagen Biostimulator ลงสู่ผิว ผู้เข้ารับการรักษาอาจสังเกตเห็นว่าผิวดู เติมเต็มและกระชับขึ้นทันทีหลังฉีด

สาเหตุที่เกิดขึ้น เนื่องจากในขั้นตอนการเตรียม Sculptra จะต้องนำตัวยามาผสมกับ Sterile Water (น้ำปราศจากเชื้อ) ก่อนฉีดเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดดูอิ่มฟูขึ้นในช่วงแรกจากปริมาณน้ำที่ถูกฉีดเข้าไป

หลังจากนั้นประมาณ 2–3 วัน ผิวที่ดูฟูขึ้นจะค่อย ๆ ยุบลง เนื่องจากร่างกายได้ดูดซึมน้ำที่ฉีดเข้าไปจนหมด

ในระหว่างนั้น อนุภาคของ Sculptra (Poly-L-Lactic Acid) จะค่อย ๆ กระจายตัวอยู่ใต้ผิวหนัง

 

Sculptra ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร

 

  แม้ Sculptra จะเป็นหัตถการแบบฉีดเช่นเดียวกับฟิลเลอร์ แต่มีหลักการทำงานที่แตกต่างกัน

 

ฟิลเลอร์ (Filler)

 

  • เติมเต็มวอลลุ่มของผิวทันที
  • ใช้สาร Hyaluronic Acid (HA)
  • หมาะสำหรับเติมร่องลึกหรือปรับรูปหน้า

 

Sculptra

 

  • ไม่ได้เติมเต็มทันที
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิว
  • ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย

 จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวมและเพิ่มความแน่นของผิวในระยะยาว

 

Sculptra สามารถทำได้ตอนอายุเท่าไร

  โดยทั่วไปผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิว เช่น

 

  • ผิวเริ่มหย่อนคล้อย
  • ผิวดูไม่แน่น
  • มีริ้วรอยบางบริเวณ

 มักพบได้ตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การรักษาควรขึ้นอยู่กับ สภาพผิวของแต่ละบุคคลและการประเมินโดยแพทย์

 

Sculptra ไม่สามารถทำบริเวณใดได้บ้าง

 

  Sculptra สามารถใช้ฟื้นฟูผิวได้หลายบริเวณของใบหน้า แต่บางบริเวณอาจไม่เหมาะกับการฉีด เช่น

 

  • ใต้ตา
  • ริมฝีปาก
  • บริเวณที่มีผิวบางมาก

 ตำแหน่งที่เหมาะสมควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

 

ความเปลี่ยนแปลงของผิวและโครงสร้างใบหน้าเมื่ออายุเพิ่มขึ้น

 

  เมื่ออายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างของใบหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การสูญเสียปริมาตรของกระดูกบนใบหน้า (Volume Loss)
ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกบางส่วนค่อย ๆ ย่อยสลายตามวัย ทำให้โครงหน้าดูตอบลง

นอกจากนี้ คอลลาเจนและอิลาสตินในผิวหนัง ก็ลดลงตามอายุเช่นกัน

โดยทั่วไป

 

  •  ร่างกายเริ่มสูญเสียคอลลาเจนตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี และจะลดลงประมาณ 1–2% ต่อปี
  • เมื่อคอลลาเจนลดลง ผิวจึงเริ่ม
  • สูญเสียความยืดหยุ่น
  • เกิดความหย่อนคล้อย
  • เกิดริ้วรอยและร่องลึก

 

ปริมาณ Sculptra ที่ใช้ในการรักษา

 

    จากการศึกษาและการใช้งานทางการแพทย์ แพทย์มักใช้หลักการประเมินปริมาณ Sculptra ตามช่วงอายุของผู้เข้ารับการรักษา โดยทั่วไปอาจใช้แนวทางประมาณ

อายุ 10 ปี ต่อ Sculptra 1 ขวด 

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับ

 

  • ระดับความหย่อนคล้อยของผิว
  • ปริมาตรของใบหน้า
  • โครงสร้างผิวของแต่ละคน

ดังนั้นควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์ก่อนการรักษา เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

 

ผลลัพธ์ของ Sculptra อยู่ได้นานแค่ไหน

 

ข้อดีของ Sculptra คือผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นาน โดยทั่วไปอาจอยู่ได้นานประมาณ

18 – 24 เดือน

**ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล / อายุ / การดูแลผิวหลังการรักษา**


OUR PROGRAM

Filler ฟิลเลอร์

Filler ฟิลเลอร์


ฟิลเลอร์คืออะไร? เมื่ออายุเพิ่มขึ้น หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่ารูปหน้าเปลี่ยนไป เช่น ร่องแก้มลึกขึ้น ใต้ตาดูโทรม หรือกรอบหน้าไม่ชัดเหมือนเดิม สาเหตุหนึ่งเกิดจากการที่ คอลลาเจน ไขมันใต้ผิว และโครงสร้างผิวบางส่วนลดลงตามวัย หนึ่งในวิธีที่นิยมในการดูแลและปรับสมดุลของใบหน้า คือการฉีด ฟิลเลอร์ (Filler) หรือสารเติมเต็ม ซึ่งเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัดและช่วยเติมเต็มบริเวณที่ขาดวอลลุ่มบนใบหน้า โดยฟิลเลอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นสารกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย ช่วยเติมเต็มผิวและเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและอิ่มฟูมากขึ้น ชนิดเนื้อของฟิลเลอร์ (Filler) มีหลากหลายลักษณะ ดังนี้ ฟิลเลอร์แต่ละชนิดจะมี ลักษณะเนื้อเจล ความยืดหยุ่น และความหนืดแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับตำแหน่งของใบหน้าที่ต้องการรักษา โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น ฟิลเลอร์เนื้อละเอียด มีลักษณะเป็นเจลบางเบา เหมาะกับบริเวณผิวบาง เช่น ใต้ตา ร่องน้ำตา ริมฝีปาก เนื้อฟิลเลอร์ประเภทนี้ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและเป็นธรรมชาติ ฟิลเลอร์เนื้อปานกลาง เหมาะสำหรับเติมเต็มร่องลึก เช่น ร่องแก้ม มุมปาก ฟิลเลอร์เนื้อแน่น เหมาะสำหรับการปรับรูปหน้า เช่น คาง กรอบหน้า ขมับ การเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่เหมาะสมควรประเมินโดยแพทย์ เพื่อให้ผลลัพธ์ดูสมดุลละมุนเป็นธรรมชาติ ฟิลเลอร์ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง การฉีดฟิลเลอร์สามารถช่วยแก้ไขปัญหาใบหน้าได้หลายอย่าง เช่น ใต้ตาลึก ใต้ตาคล้ำ ร่องแก้มลึก ขมับตอบ คางสั้นหรือคางไม่สมดุล กรอบหน้าไม่ชัด ริมฝีปากบาง ตัวอย่างเช่น ฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถช่วยลดปัญหาร่องใต้ตา ตาโหล และความหมองคล้ำบริเวณรอบดวงตา ทำให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น นอกจากนี้ฟิลเลอร์ยังสามารถช่วย เพิ่มมิติให้กับใบหน้า ทำให้ดูอ่อนเยาว์และสมดุลมากขึ้น ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน ระยะเวลาที่ฟิลเลอร์สามารถคงอยู่ได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของฟิลเลอร์ ตำแหน่งที่ฉีด การเผาผลาญของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปฟิลเลอร์สามารถอยู่ได้ประมาณ 6 – 18 เดือน ก่อนที่จะค่อย ๆ สลายไปตามธรรมชาติของร่างกาย ฟิลเลอร์ปลอมคืออะไร และดูอย่างไร ฟิลเลอร์ปลอม หรือสารเติมเต็มที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น การอักเสบ การติดเชื้อ การเกิดก้อนใต้ผิว เพื่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบว่า ผลิตภัณฑ์มีเลขทะเบียน อย. มีสติกเกอร์ยืนยันผลิตภัณฑ์ เปิดกล่องใหม่ต่อหน้าคนไข้และควรฉีดกับแพทย์ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน การดูแลตัวเองหลังการฉีดฟิลเลอร์ หลีกเลี่ยงการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีด งดออกกำลังกายหนักภายใน 24 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า ดื่มน้ำให้เพียงพอ การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นานและลดความเสี่ยงของอาการบวม ใครที่ไม่ควรฉีดฟิลเลอร์ ผู้ที่อาจไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ ได้แก่ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือผิวหนังอักเสบบริเวณที่ต้องการฉีด ผู้ที่มีประวัติแพ้สารในฟิลเลอร์ ก่อนการรักษาควรปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัย สรุป Program Filler เป็นหัตถการที่ช่วยเติมเต็มและปรับสมดุลของใบหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาร่องลึกหรือปรับรูปหน้าให้ดูละมุนขึ้น อย่างไรก็ตาม การเลือกชนิดฟิลเลอร์ เทคนิคการฉีด และการวางแผนการรักษา ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและปลอดภัย คำแนะนำจาก Enchant การปรับรูปหน้าที่ดี ไม่ใช่เพียงการเติมเต็มจุดใดจุดหนึ่ง แต่คือการออกแบบให้เหมาะกับ สัดส่วนใบหน้าของแต่ละบุคคล (Personalized Facial Design)

Ejal 40

Ejal 40


Ejal 40 คืออะไร Ejal 40 เป็นนวัตกรรมฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Skin Booster และ Bio-Remodulation จากประเทศอิตาลี ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปรับโครงสร้างผิวและฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ จุดเด่นของ Ejal 40 คือการใช้ High & Super High Molecular Weight Hybrid Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็น HA แบบไม่ผ่านการเชื่อมโมเลกุล (Non-crosslinked HA) ที่มีความบริสุทธิ์สูงและเข้ากับผิวได้ดี เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และชุ่มชื้นมากขึ้นในระยะยาว EJAL40 เหมาะกับใคร? EJAL40 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน โดยเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวดังต่อไปนี้ ผู้ที่มี ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น หรือแต่งหน้าไม่ติดผิว ผู้ที่มี ผิวหมองคล้ำ ดูไม่สดใส ผู้ที่มี ริ้วรอยเล็ก ๆ จากการขาดความชุ่มชื้นของผิว ผู้ที่ต้องการ ฟื้นฟูสภาพผิวอย่างเร่งด่วนก่อนออกงานหรือโอกาสสำคัญ ผู้ที่ ไม่ต้องการปรับรูปหน้าด้วยการฉีดฟิลเลอร์ แต่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว การฉีด EJAL40 สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลายด้าน ดังนี้ ฟื้นฟูคุณภาพผิวและลดความหมองคล้ำ ช่วยปรับสภาพผิวที่หมองคล้ำหรือดูอ่อนล้า ให้ผิวดูสว่าง กระจ่างใส และมีสีผิวที่สม่ำเสมอมากขึ้น ทำให้ผิวโดยรวมดูสุขภาพดีขึ้น ช่วยยกกระชับผิวและปรับรูปหน้า ช่วยให้ผิวดูแน่นกระชับขึ้น และช่วยเสริมความคมชัดของกรอบหน้าและแนวกราม ลดปัญหากรอบหน้าที่ไม่ชัดหรือผิวหย่อนคล้อย เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึก Hyaluronic Acid ใน EJAL40 จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวในระดับลึก ทำให้ผิวดูอิ่มฟู เนียนนุ่ม และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน EJAL40 ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ในชั้นผิวหนังแท้ ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญในการสร้าง คอลลาเจนและอิลาสติน ส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรง แน่นกระชับ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยลดเลือนริ้วรอยและชะลอการเสื่อมของผิว ช่วยให้ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลง ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น และช่วยชะลอการเสื่อมของผิว เหมาะทั้งสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอย และผู้ที่ต้องการดูแลผิวเพื่อป้องกันปัญหาผิวในอนาคตโดยกลไกสำคัญของ EJAL40 คือการกระตุ้นการทำงานของ Fibroblast ทำให้ผิวสามารถสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้มากขึ้น ส่งผลให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ต้องฉีด Ejal 40 กี่ครั้ง Ejal40 ควรฉีด 2 – 3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 1 เดือน เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูผิวให้เห็นผลชัด หลังจากนั้นสามารถเว้นช่วงเป็น 3 – 6 เดือนต่อ 1 ครั้ง เพื่อคงความชุ่มชื้น ความแข็งแรง และความอ่อนเยาว์ของผิวให้อยู่ได้นานขึ้น Ejal 40 ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง Ejal40 ออกแบบมาเพื่อฉีดใบหน้าโดยเฉพาะ และจะฉีดเพียงแค่ 5 จุดเท่านั้นที่บริเวณ โหนกแก้ม หน้าหู มุมขากรรไกร ร่องแก้ม และคาง Ejal 40 อยู่ได้นานไหม ผลลัพธ์หลังฉีดจะอยู่ได้ประมาณ 6 – 9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนและการดูแลหลังทำ หากทำต่อเนื่องตามโปรแกรมที่แพทย์แนะนำ ผลลัพธ์ก็จะชัดเจนและคงอยู่ได้นานขึ้น วิธีการดูแลตัวเองหลังฉีด Ejal40 เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ควรปฏิบัติดังนี้ หลีกเลี่ยงการจับ นวด หรือกดบริเวณที่ฉีด 24 ชั่วโมง งดแต่งหน้าในวันแรกหลังฉีด หลีกเลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า เลเซอร์ หรือแดดจัด 3–5 วัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ HA ทำงานได้ดี ทาครีมบำรุงและครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ สรุป Ejal 40 เป็น Skin Booster ที่เน้นการฟื้นฟูผิวจากภายใน ด้วย Hyaluronic Acid แบบ Hybrid ที่ช่วยทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นคอลลาเจน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผิวที่ดูอิ่มฟู เรียบเนียน และสุขภาพดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่เน้นการเติมวอลลุ่มหรือเปลี่ยนรูปหน้า

Profhilo

Profhilo


Profhilo คืออะไร Profhilo เป็นหัตถการในกลุ่ม Skin Bio-Remodeling ที่เน้นการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างผิวจากภายใน โดยใช้ Hyaluronic Acid (HA) ความเข้มข้นสูง จุดเด่น คือ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพิ่มความชุ่มชื้นแต่ยังช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen และ Elastin Profhilo ฟื้นฟูสภาพผิว เหมาะกับใคร? Profhilo เป็นหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายใน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับสภาพผิวให้ดูสุขภาพดี เรียบเนียน และกระชับมากขึ้น โดยเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวดังต่อไปนี้ ผู้ที่ต้องการให้ผิวหน้า เรียบเนียนและกระชับมากขึ้น ผู้ที่ต้องการมี สุขภาพผิวที่ดีอย่างเป็นธรรมชาติจากภายใน ผู้ที่ต้องการให้ผิวดู เต่งตึงและอิ่มฟูขึ้น ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวให้ ดูอ่อนเยาว์ขึ้น ผู้ที่มี ผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่าย ผู้ที่มี ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ผู้ที่มี ผิวเสื่อมโทรมหรือผิวที่ต้องการการฟื้นฟู ผู้ที่ต้องการ เพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิว ผู้ที่มี ผิวเหี่ยวย่นหรือมีริ้วรอย ผู้ที่มี ผิวหย่อนคล้อยตามวัย ผู้ที่มีปัญหา แต่งหน้าไม่ติดผิว ผู้ที่รู้สึกว่า ทาครีมแล้วซึมเข้าผิวได้ไม่ดี ผู้ที่มี ผิวขาดความยืดหยุ่น Profhilo ฟื้นฟูสภาพผิว เหมาะกับการฉีดบริเวณใด? Profhilo เป็นหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว เหมาะสำหรับบริเวณที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อย แห้ง หรือมีริ้วรอย โดยสามารถฉีดได้หลายบริเวณ เช่น แก้ม สำหรับผิวบริเวณแก้มที่หย่อนคล้อย หรือมีริ้วรอยจากการลดลงของคอลลาเจนและอิลาสติน แนวกราม ช่วยปรับผิวบริเวณกรอบหน้าให้ดูเรียบเนียนและกระชับขึ้น ลำคอ เหมาะสำหรับผิวลำคอที่แห้ง บาง และมีริ้วรอยตามวัย มือ ช่วยฟื้นฟูผิวมือที่เหี่ยวย่นและช่วยลดความเด่นชัดของเส้นเลือดใต้ผิว หัวเข่า สำหรับผิวบริเวณหัวเข่าที่เหี่ยวย่นหรือหย่อนคล้อย แขน ช่วยปรับสภาพผิวแขนที่เหี่ยวย้อยหรือหย่อนคล้อยตามวัย ริ้วรอยรอบดวงตาและใต้ตา ช่วยให้ผิวรอบดวงตาดูเรียบเนียนและสดใสขึ้น ริ้วรอยรอบปาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยรอบปากจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือพฤติกรรมบางอย่าง เนินอก ช่วยฟื้นฟูผิวบริเวณหน้าอกที่หย่อนคล้อยและขาดความกระชับ Profhilo ต้องฉีดกี่ครั้ง? โดยทั่วไปแนะนำ : ฉีด 2 ครั้ง เว้นระยะประมาณ 4 สัปดาห์ หลังจากนั้นแนะนำทำซ้ำทุก 6 เดือน เพื่อคงคุณภาพผิวให้ต่อเนื่อง Profhilo ฟื้นฟูสภาพผิว ต้องทำบ่อยแค่ไหน? หลังฉีด 1–2 สัปดาห์ ผิวเริ่มชุ่มชื้นขึ้น ผิวดูอิ่มฟู หลัง 1 เดือน ผิวเรียบเนียนขึ้น ดูกระจ่างใสขึ้น หลังฉีดครบ 2 ครั้ง ผิวแน่นขึ้น ริ้วรอยเล็ก ๆ ลดลง ผิวมีความยืดหยุ่นดีขึ้น Profhilo ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเริ่มเห็นผล? ผิวอิ่มฟู ดูสุขภาพดี ผิวเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนดูกระชับ ผิวแน่นและยืดหยุ่นขึ้น ผิวดูโกลว์ กระจ่างใส สรุป Profhilo เป็นหัตถการที่เน้นการฟื้นฟูผิวจากภายใน ด้วย Hyaluronic Acid ความเข้มข้นสูง ช่วยให้ผิว ช่วยให้ผิว ชุ่มชื้น แข็งแรง และดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ Skin Quality Improvement แบบไม่ต้องเติมวอลลุ่ม คำแนะนำจาก Enchant การฟื้นฟูผิวที่ดี ไม่ใช่แค่การเติมความชุ่มชื้นแต่คือการปรับสมดุลผิวให้แข็งแรงจากภายใน ผ่านแนวทาง Personalized Skin Bio-Remodeling